มากกว่า>>คำแนะนำโพสต์บล็อก Essence
มากกว่า>>ผู้เชี่ยวชาญยอดนิยม

เฉินนัน

สนาม: สายด่วนเซินเจิ้น

บทนำ:PF ผนึกพันธมิตร พัฒนาโครงการสู่”เพอร์เฟค สมาร์ท ซิตี้” 14 มิถุนายน พศ 2561 เวลา 14:38 น พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เดินหน้านโยบายพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพและให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างต่อเนื่องรับยุค 40 ล่าสุดผนึกพันธมิตรก้าวสู่ เพอร์เฟค สมาร์ท ซิตี้ ...

กษัตริย์ชูซู

สนาม: สุทธิทางเศรษฐกิจของประชาชน

บทนำ: คลังเผยไม่เซอร์ไพรส์ เฟด ขยับดอกเบี้ยเพิ่ม 025% แจงเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เชื่อไม่ส่งผลกระทบดัชนีหุ้นไทย เงินไม่ไหลออกมากนัก เหตุผลตอบแทนยังแรง สอทรับกดดันตลาดทุนไทย หวั่นส่งผลลดการลงทุนจากต่างชาติ จับตา กนงขึ้นดอกเบี้ยตามกระทบผู้ประกอบการ ขณะที่หุ้นไทยแดงทั้งกระดาน ดิ่งต่ำสุด 1868 จุด ค่าบาทปิดตลาด 3214 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ด้านราคาทองปรับขึ้น 100 บาท เมื่อวันพฤหัสบดี นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค) เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 025% สู่ระดับ 175-2% ว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จึงไม่ค่อยมีผลต่อตลาดหุ้นมากนัก แต่ตามธรรมชาติ เมื่อดอกเบี้ยมีการขึ้น ดัชนีหุ้นจะลง เพราะนักลงทุนจะ หันไปลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ยังให้ผลตอบแทนที่จูงใจนักลงทุนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) ยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ แต่ในอนาคตก็จะมีการปรับขึ้นให้เหมาะสม เพราะจากอดีตจนปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐจะเติบโตกันอย่างคู่ขนานกันมาตลอด แต่ขณะนี้ดอกเบี้ยของสหรัฐปรับขึ้นมากกว่าไทยแล้ว คือ 175% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 150% แต่ยังไม่สูงพอที่ ธปท จำเป็นต้องขยับขึ้นดอกเบี้ยตาม นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท) กล่าวว่า การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย อาจจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นมาบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็จะส่งผลตลาดทุนในประเทศไทยเกิดความกดดัน และอาจ จะมีการลงทุนที่น้อยลงสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ อาจจะส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) มีการปรับดอกเบี้ยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากมีผลจริง ก็จะส่งผลให้บางธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศอยู่นั้น ก็จะมีต้นทุนที่สูงตามไปด้วย และจะส่งผลกระทบแน่นอนกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือขายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ด้านส่งออกต้องติดตามอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของค่าเงินบาทว่าจะอ่อนลงหรือไม่ ถ้าอ่อนลงก็จะมีผลกระทบน้อย เศรษฐกิจระดับล่างของประเทศยังไม่ค่อยดีนัก ก็ยังไม่อยากให้ปรับดอกเบี้ยของ กนง ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง แต่จะสามารถตรึงได้อีกนานแค่ไหน ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของเฟดในระยะต่อไป นายสุพันธุ์กล่าว ทั้งนี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงข่าวหลังการประชุมของคณะกรรมการ FOMC 2 ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 025% ตามที่ตลาดส่วนใหญ่ได้คาดไว้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญจาก มาตรการเดิมที่ได้ใช้มานานในการต่อสู้รับมือกับภาวะวิกฤติการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปี 2007-2009 การที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายประเภทข้ามคืนไปอยู่ในช่วง 175-200% ถือเป็นการยกเลิกนโยบายเดิมที่ได้ใช้มานานในการกำหนดให้ดอกเบี้ยยืนอยู่ในระดับที่ต่ำพอที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าเฟดจะยอมปล่อยให้อัตราเงิน เฟ้อปรับขึ้นอยู่เหนือระดับ 2% ได้อย่างน้อยไปถึงปี 2020 เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในสภาพที่ดีมาก พร้อมระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ต้องการหางานทำสามารถทำได้ตามต้องการ ในขณะที่อัตราว่างงานและเงินเฟ้อก็ยืนอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งทำให้ภาพรวมของแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่ดี ประธานเฟดกล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆ และอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการขยายตัวของจีดีพี ในขณะที่เฟดกำลังเดินก้าวมาถึงจุดที่สามารถบรรลุเป้านโยบาย ส่วนใหญ่ทางด้านการจ้างงานและเงินเฟ้อ โดยที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นโดยที่ไม่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไป รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท) เปิดเผยว่า ผลการประชุมเฟด เมื่อวันที่ 13 มิยที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 025% ส่งผลให้ภาพรวมเป็น 175-200% จาก 150-175% ถือเป็นตามที่ตลาดคาดไว้ แต่การที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 62 ทำให้ตลาดหุ้นไทยเกิดความผันผวนในแดนลบตั้งแต่เปิดตลาดทันที โดยระหว่างวันปรับลดสูงสุดที่ 1868 จุด อยู่ที่ 1,69966 และดัชนีปิด ตลาดที่ 1,70986 จุด ลดลง 848 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -049% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 59,74175 ล้านบาท ขณะที่อัตราค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 3214 ต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนราคาทองคำในประเทศ ปรับขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง รับซื้อที่ 19,750 บาท ขายออกที่ 19,850 บาท ส่วนราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อที่ 19,38964 บาท ขายออกที่ 20,350 บาท รายงานข่าวจากกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 025% นับเป็นครั้งที่ 7 ของการคุมเข้มนโยบายการเงิน ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือน ธค58 และคาดว่าเฟดจะ ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน กย61 โดยธนาคารยังมีมุมมองค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยภาพรวมตลาดและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความเสี่ยงที่จะผันผวนสูงขึ้น นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเปลี่ยนมุมมองการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จาก 3 ครั้งเป็น 4 ครั้ง มองว่ายังไม่กระทบกับไทยมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินของไทยยังมั่นคง มีหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างชาติอยู่ที่ 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าเงินทุนสำรองที่อยู่ที่ 207,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะไม่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รุนแรงเหมือนกับช่วงปี 56 สำหรับการประชุมเฟดครั้งนี้ ยังมีข้อดีคืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวของเฟดอยู่ที่ 29% ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้น ทำให้ตลาดเกิดใหม่คลายกังวลลงได้ ส่วน ธปท คาดว่ายังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต้องคำนึงถึงสถานการณ์ต่างๆ เช่น บัญชีเงินสะพัดยังเกินดุล และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนค่าเงินบาทได้ผ่านจุดที่แข็งค่าที่สุดไปแล้ว นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บลกสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง ภายหลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ และจะปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง เป็น 4 ครั้งในปีนี้ แต่มีแรงกดดันเพิ่มจากแนวโน้มการปรับขึ้นที่เข้มข้น เพราะมุมมองเศรษฐกิจ ตัวเลขการว่างงาน การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ตลาดตกใจและเกิดการเทขายออกมา ภาพรวมตลาดเกิดใหม่ยังคงมีเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง โดยมาจากการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เพื่อย้ายเงินลงทุนไปตลาดหุ้นจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่ง เงินสำรองอยู่ในระดับสูง ภายหลังจากหลายหน่วยงานมีแนวโน้มจะปรับประมาณการจีดีพีไทยเพิ่มขึ้น โดยยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด นายประกิต กล่าว

เปิดยูสเซอร์ ขั้นต่ำ 50 บาท
bvp | <动态当天时间> | อ่าน(477) | แสดงความคิดเห็น(9)
๐ ชัดเจนแล้วว่าวันที่ คสชส่ง บิ๊กป้อม นั่งหัวโต๊ะ หารือพรรคการเมืองปลายเดือนนี้ อนาคตใหม่ไม่ขอเข้าร่วม ว่ากันตามจริงถ้าไปร่วมวงคุยสิแปลก ตั้งแต่ก่อตั้งพรรค ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ก็ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการ ร่ำๆ จะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ คสช จ้องจะนิรโทษกรรมคดีการเมือง ถ้าเปรียบเป็นช่วงรัฐบาลปกติ คงยกตำแหน่งฝ่ายค้าน (สุดโต่ง) ให้ไปแล้ว ในเมื่อเวลานี้ยังไม่มีพรรคฝ่ายค้าน ถ้าจะเรียกว่าเป็นพรรคฝ่ายขวางคงพอได้ ขนาดรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ของ บิ๊กตู่ ออนแอร์ทางทีวีรวมการเฉพาะกิจ ภาษาชาวบ้านก็คือออกทีวีทุกช่อง ทุกคืนวันศุกร์ เจ้าของฉายา ไพร่หมื่นล้าน ยังหาช่องไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กตัวเอง จัดรายการ คืนวันศุกร์ให้ประชาชน เวลา 2000 น ชนกับบิ๊กตู่ ส่วนชื่อก็น่าจะล้อมาจากชื่อรายการเดิมของบิ๊กตู่ คืนความสุขให้คนในชาติ อุแว้มา 3 เดือน ก็สร้างกระแสทางสื่อโซเชียลมาเป็นระยะ แค่น้ำจิ้ม ของจริงต้องรอดูช่วงเลือกตั้งปีหน้า แต่อย่างน้อยก็จุดประเด็นให้เพื่อแม้วได้โหนตลอด ดูกันไปเรื่อยๆ ประชาชนก็จะรู้เองว่าอนาคตใหม่เพื่อ (ประเทศ)ไทยหรือเพื่อใครกันแน่【อ่านข้อความเต็ม】
7jj | <动态当天时间> | อ่าน(38) | แสดงความคิดเห็น(214)
ทุกๆ วันที่ 5 กคของทุกปี คือวันครบกำหนดชำระหนี้ของลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) ถือเป็นหน้าที่สำคัญของรุ่นพี่ที่ต้องเร่งชำระหนี้ เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษารุ่นน้องได้มีเงินไว้ใช้สำหรับเรียนในปีการศึกษาต่อๆ ไป สิ่งนี้จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญที่รุ่นพี่ลูกหนี้ กยศจะลืมเสียไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาคงได้เห็นข่าวตัวเลขลูกหนี้ กยศที่มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ และกำลังจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในปี 2561 จำนวนถึง 12 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้รวมทั้งสิ้น 12 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยที่รายละประมาณ 1 แสนบาท ก็แอบน่าตกใจว่า ในหนึ่งปีมียอดลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้อยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว และเมื่อมาดูสถิติรวมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า กยศได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระไปแล้วทั้งสิ้น 12 ล้านคดี คิดเป็นมูลหนี้จำนวนมหาศาลถึง 48 หมื่นล้านบาท โดยจากข้อมูลการปล่อยกู้ของ กยศ พบว่า ปัจจุบันกองทุนฯ มีการปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษาแล้ว จำนวน 54 ล้านราย คิดเป็นวงเงินกว่า 57 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีลูกหนี้ดีที่มีการชำระและปิดบัญชีไปเรียบร้อยแล้วเพียง 8 แสนราย และอีกกว่า 5 หมื่นรายมีสถานะตาย หรือพิการ ส่งผลให้ขณะนี้ยังเหลือยอดผู้กู้อยู่ในระบบของ กยศทั้งสิ้น 4 ล้านคน โดยในจำนวน 4 ล้านคนนี้เอง พบว่ามีสถานะปกติเพียง 1 ล้านกว่ารายเท่านั้น ส่วนอีกจำนวน 2 ล้านกว่าราย มีสถานะเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระ คิดเป็นมูลหนี้สูงถึง 68 หมื่นล้านบาท และในปีนี้ 2561 กยศได้ตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประมาณ 7 แสนราย คิดเป็นวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนปกติที่กองทุนได้มีการปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากองทุนได้มีความพยายามในการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อให้เพียงพอที่จะดำเนินการปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ต้องการ โดยไม่ได้มีการขอจัดสรรจากงบประมาณรัฐบาลแต่อย่างใด ทั้งแนวทางการ หักเงินเดือน ลูกหนี้ กยศเพื่อใช้หนี้ ซึ่งถ้าจะเรียกว่าเป็นไม้แข็งก็คงไม่ผิด เพราะหากไม่จริงจัง หรือเด็ดขาดพอ ก็มีโอกาสที่ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นยอดลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระและถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยแนวทางดังกล่าวนี้จะเริ่มต้นในเดือน กค2561 โดยจะเริ่มกับข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างชั่วคราวก่อน นำร่องที่ข้าราชการกรมบัญชีกลาง หลังจากนั้นจึงจะดำเนินการหักเงินเดือนกับข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างชั่วคราวในสังกัดกระทรวงการคลัง และส่วนราชการทั้งหมดต่อไป โดยปัจจุบันมีข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศทั้งสิ้น 17 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ราว 16 หมื่นล้านบาท และในจำนวนนี้เองพบว่ามีลูกหนี้ที่เป็นสถานะปกติ มีการผ่อนชำระตามรอบเวลาครบถ้วนเพียง 9 หมื่นกว่ารายเท่านั้น ส่วนอีก 7 หมื่นกว่าราย เป็นลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระทั้งสิ้น และหลังจากเริ่มดำเนินการกับลูกหนี้ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างชั่วคราวของภาครัฐแล้ว หลังจากนั้นก็จะเริ่มดำเนินการแนวทางหักเงินเดือนกับลูกหนี้ กยศที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนในช่วงปลายปี 2561 ต่อไป ซึ่งจะเริ่มนำร่องกับบริษัทเอกชนที่มีขนาดใหญ่ๆ ก่อน อาทิ ซีพี, กรุงไทย และรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ) หลังจากความพยายามของ กยศ ในการหารือร่วมกับองค์กรนายจ้างมาระยะหนึ่ง จนตกผลึกมาเป็นแนวทางที่เตรียมดำเนินการในช่วงเร็วๆ นี้ อีกทั้งก่อนหน้านี้ กยศยังได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เปิดช่องทางการชำระหนี้ที่สะดวกขึ้นให้กับลูกหนี้ กยศผ่านระบบคิวอาร์โค้ด ก็น่าจะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยทำให้การชำระหนี้ง่ายขึ้น และจะเป็นผลดีกับนักเรียน นิสิต นักศึกษารุ่นน้องๆ ให้มีเงินเรียนต่อไป อย่างไรก็ดี ยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อว่า แนวทางการหักเงินเดือนและการเพิ่มช่องทางการชำระหนี้ที่สะดวกสบายมากขึ้น จะเป็นผลช่วยให้ยอดการฟ้องร้องดำเนินคดีกับรุ่นพี่ที่ผิดนัดชำระหนี้ลดน้อยลงหรือไม่ โดยเห็นว่าแนวทางการอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะยังต้องอาศัยจิตสำนึกของรุ่นพี่ ที่ควรมอบโอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้องๆ ได้เรียนหนังสือต่อไปด้วย【อ่านข้อความเต็ม】
8nj | <动态当天时间> | อ่าน(252) | แสดงความคิดเห็น(530)
ทุกๆ วันที่ 5 กคของทุกปี คือวันครบกำหนดชำระหนี้ของลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) ถือเป็นหน้าที่สำคัญของรุ่นพี่ที่ต้องเร่งชำระหนี้ เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนให้นักเรียน นิสิต นักศึกษารุ่นน้องได้มีเงินไว้ใช้สำหรับเรียนในปีการศึกษาต่อๆ ไป สิ่งนี้จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญที่รุ่นพี่ลูกหนี้ กยศจะลืมเสียไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาคงได้เห็นข่าวตัวเลขลูกหนี้ กยศที่มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ และกำลังจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในปี 2561 จำนวนถึง 12 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้รวมทั้งสิ้น 12 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยที่รายละประมาณ 1 แสนบาท ก็แอบน่าตกใจว่า ในหนึ่งปีมียอดลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้อยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว และเมื่อมาดูสถิติรวมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า กยศได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระไปแล้วทั้งสิ้น 12 ล้านคดี คิดเป็นมูลหนี้จำนวนมหาศาลถึง 48 หมื่นล้านบาท โดยจากข้อมูลการปล่อยกู้ของ กยศ พบว่า ปัจจุบันกองทุนฯ มีการปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษาแล้ว จำนวน 54 ล้านราย คิดเป็นวงเงินกว่า 57 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีลูกหนี้ดีที่มีการชำระและปิดบัญชีไปเรียบร้อยแล้วเพียง 8 แสนราย และอีกกว่า 5 หมื่นรายมีสถานะตาย หรือพิการ ส่งผลให้ขณะนี้ยังเหลือยอดผู้กู้อยู่ในระบบของ กยศทั้งสิ้น 4 ล้านคน โดยในจำนวน 4 ล้านคนนี้เอง พบว่ามีสถานะปกติเพียง 1 ล้านกว่ารายเท่านั้น ส่วนอีกจำนวน 2 ล้านกว่าราย มีสถานะเป็นลูกหนี้ผิดนัดชำระ คิดเป็นมูลหนี้สูงถึง 68 หมื่นล้านบาท และในปีนี้ 2561 กยศได้ตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประมาณ 7 แสนราย คิดเป็นวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนปกติที่กองทุนได้มีการปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากองทุนได้มีความพยายามในการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อให้เพียงพอที่จะดำเนินการปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ต้องการ โดยไม่ได้มีการขอจัดสรรจากงบประมาณรัฐบาลแต่อย่างใด ทั้งแนวทางการ หักเงินเดือน ลูกหนี้ กยศเพื่อใช้หนี้ ซึ่งถ้าจะเรียกว่าเป็นไม้แข็งก็คงไม่ผิด เพราะหากไม่จริงจัง หรือเด็ดขาดพอ ก็มีโอกาสที่ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นยอดลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระและถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยแนวทางดังกล่าวนี้จะเริ่มต้นในเดือน กค2561 โดยจะเริ่มกับข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างชั่วคราวก่อน นำร่องที่ข้าราชการกรมบัญชีกลาง หลังจากนั้นจึงจะดำเนินการหักเงินเดือนกับข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างชั่วคราวในสังกัดกระทรวงการคลัง และส่วนราชการทั้งหมดต่อไป โดยปัจจุบันมีข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศทั้งสิ้น 17 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ราว 16 หมื่นล้านบาท และในจำนวนนี้เองพบว่ามีลูกหนี้ที่เป็นสถานะปกติ มีการผ่อนชำระตามรอบเวลาครบถ้วนเพียง 9 หมื่นกว่ารายเท่านั้น ส่วนอีก 7 หมื่นกว่าราย เป็นลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระทั้งสิ้น และหลังจากเริ่มดำเนินการกับลูกหนี้ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างชั่วคราวของภาครัฐแล้ว หลังจากนั้นก็จะเริ่มดำเนินการแนวทางหักเงินเดือนกับลูกหนี้ กยศที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนในช่วงปลายปี 2561 ต่อไป ซึ่งจะเริ่มนำร่องกับบริษัทเอกชนที่มีขนาดใหญ่ๆ ก่อน อาทิ ซีพี, กรุงไทย และรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ) หลังจากความพยายามของ กยศ ในการหารือร่วมกับองค์กรนายจ้างมาระยะหนึ่ง จนตกผลึกมาเป็นแนวทางที่เตรียมดำเนินการในช่วงเร็วๆ นี้ อีกทั้งก่อนหน้านี้ กยศยังได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เปิดช่องทางการชำระหนี้ที่สะดวกขึ้นให้กับลูกหนี้ กยศผ่านระบบคิวอาร์โค้ด ก็น่าจะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยทำให้การชำระหนี้ง่ายขึ้น และจะเป็นผลดีกับนักเรียน นิสิต นักศึกษารุ่นน้องๆ ให้มีเงินเรียนต่อไป อย่างไรก็ดี ยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อว่า แนวทางการหักเงินเดือนและการเพิ่มช่องทางการชำระหนี้ที่สะดวกสบายมากขึ้น จะเป็นผลช่วยให้ยอดการฟ้องร้องดำเนินคดีกับรุ่นพี่ที่ผิดนัดชำระหนี้ลดน้อยลงหรือไม่ โดยเห็นว่าแนวทางการอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะยังต้องอาศัยจิตสำนึกของรุ่นพี่ ที่ควรมอบโอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้องๆ ได้เรียนหนังสือต่อไปด้วย【อ่านข้อความเต็ม】
tjv | <动态当天时间> | อ่าน(870) | แสดงความคิดเห็น(434)
จับแล้วพลทหารอ้างตัวเป็นโมเดลลิ่ง ลวงเน็ตไอดอลถ่ายภาพเปลือยแล้วนำไปขายให้ชายกลัดมันทางไลน์ พบก่อเหตุทั้งในกรุงและจังหวัดต่างๆ เจ้าทุกข์รุมชี้ตัว เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สนบุคคโล ร่วมกับทหาร จับกุมพลทหารวิชชากรณ์ ไชยคชบาล อายุ 21 ปี ทหารเกณฑ์สังกัดหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาผลิตสื่อลามก นำเข้าคอมพิวเตอร์ หลังอ้างตัวเป็นโมเดลลิ่งหลอกหญิงสาวเน็ตไอดอลจำนวนมากให้หลงเชื่อยอมให้ถ่ายภาพเปลือย แล้วนำภาพไปโพสต์ขายในไลน์กลุ่มลับ จากการสอบสวนในเบื้องต้น พลทหารวิชชากรณ์ให้การรับสารภาพว่าทำจริง โดยทำมาหลายพื้นที่ ทั้ง กทมและต่างจังหวัด ด้วยการติดต่อเน็ตไอดอลที่มีคนติดตามมากๆ ขอถ่ายภาพเปลือยอ้างว่าเพื่อรีวิวสินค้าหรือโฆษณาคลินิกเสริมความงาม ซึ่งเหยื่อมักหลงเชื่อ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 มิยที่ผ่านมา นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม นำ นสหนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เข้าร้องทุกข์ที่กองปราบปราม ระบุว่าถูกชายอ้างตัวเป็นโมเดลลิ่ง หลอกให้ถ่ายภาพนิ่งและคลิปเปลือยกาย อ้างว่าเป็นการทดสอบหน้ากล้องสำหรับแคสงานเป็นพรีเซนเตอร์รีวิวสินค้า ก่อนนำภาพกับคลิปไปโพสต์ขายให้กลุ่มลับ ด้าน พตอธวัชชัย ศรีสุรางค์ ผกกสนบุคคโล และ พตทปิโยรส กัณหะสิริ รอง ผกกสสสนบุคคโล ได้ร่วมกันสอบปากคำหญิงสาว 4 ราย อายุ 17-25ปี ที่เดินทางมาดูตัวผู้ต้องหา โดยพบว่าก่อเหตุหลายพื้นที่ อาทิ สนบุคคโล, สนบางนา, สภเมืองขอนแก่น, สภเมืองอุดรธานี และ สภบ้านดู่ จเชียงราย นักศึกษาหญิงอีกรายหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้เสียหาย เปิดเผยว่า พลทหารวิชชากรณ์ติดต่อมาทางเฟซบุ๊ก ขอส่งเสียเลี้ยงดูเดือนละ 30,000 บาท บอกว่าไม่ต้องนัดเจอกัน ขอแค่ถ่ายภาพเปลือยกายส่งกลับไปให้เพียงเท่านั้น ทีแรกตนไม่หลงเชื่อ กระทั่งผู้ต้องหาส่งภาพเปลือยของสาวๆ ในสังกัดมาให้ดูหลายคน จึงยอมเปลือยกายถ่ายภาพส่งกลับไปให้ ท้ายที่สุดผู้ต้องหาก็ปิดเฟซบุ๊กหนี กระทั่งพบว่าภาพเปลือยของตนถูกนำไปเผยแพร่ในโลกโซเชียล【อ่านข้อความเต็ม】
lll | <动态当天时间> | อ่าน(249) | แสดงความคิดเห็น(146)
๐ ชัดเจนแล้วว่าวันที่ คสชส่ง บิ๊กป้อม นั่งหัวโต๊ะ หารือพรรคการเมืองปลายเดือนนี้ อนาคตใหม่ไม่ขอเข้าร่วม ว่ากันตามจริงถ้าไปร่วมวงคุยสิแปลก ตั้งแต่ก่อตั้งพรรค ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ก็ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการ ร่ำๆ จะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ คสช จ้องจะนิรโทษกรรมคดีการเมือง ถ้าเปรียบเป็นช่วงรัฐบาลปกติ คงยกตำแหน่งฝ่ายค้าน (สุดโต่ง) ให้ไปแล้ว ในเมื่อเวลานี้ยังไม่มีพรรคฝ่ายค้าน ถ้าจะเรียกว่าเป็นพรรคฝ่ายขวางคงพอได้ ขนาดรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ของ บิ๊กตู่ ออนแอร์ทางทีวีรวมการเฉพาะกิจ ภาษาชาวบ้านก็คือออกทีวีทุกช่อง ทุกคืนวันศุกร์ เจ้าของฉายา ไพร่หมื่นล้าน ยังหาช่องไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กตัวเอง จัดรายการ คืนวันศุกร์ให้ประชาชน เวลา 2000 น ชนกับบิ๊กตู่ ส่วนชื่อก็น่าจะล้อมาจากชื่อรายการเดิมของบิ๊กตู่ คืนความสุขให้คนในชาติ อุแว้มา 3 เดือน ก็สร้างกระแสทางสื่อโซเชียลมาเป็นระยะ แค่น้ำจิ้ม ของจริงต้องรอดูช่วงเลือกตั้งปีหน้า แต่อย่างน้อยก็จุดประเด็นให้เพื่อแม้วได้โหนตลอด ดูกันไปเรื่อยๆ ประชาชนก็จะรู้เองว่าอนาคตใหม่เพื่อ (ประเทศ)ไทยหรือเพื่อใครกันแน่【อ่านข้อความเต็ม】
np6 | 2021-03-25 | อ่าน(530) | แสดงความคิดเห็น(252)
สมัชชายูเอ็นประณามรัฐยิว ใช้กำลังเกินกว่าเหตุถล่มกาซา 14 มิถุนายน พศ 2561 เวลา 21:50 น ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นตบหน้าสหรัฐ ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 120 ประเทศ สนับสนุนข้อมติประณามอิสราเอลใช้กำลังรุนแรงเกินกว่าเหตุในฉนวนกาซาตั้งแต่เดือนมีนาคม ที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์สังเวยชีวิต 129 คน แต่ไม่รับข้อมติของสหรัฐที่กล่าวโทษฮามาสยุยง【อ่านข้อความเต็ม】
l6t | 2021-03-25 | อ่าน(505) | แสดงความคิดเห็น(511)
ด้วยเหตุนี้ก็จึงน่าจะถือเป็น ช่วงพัก ของรัฐบาล คือไม่ต้องเสียเวลาปัดป้อง สากกะเบือบิน ที่สาดเข้ามาในทุกทิศ ทุกทาง เหมือนอย่างช่วงก่อนๆ ได้มีเวลาหายใจ หายคอ ได้มีโอกาสคิดทบทวนถึงแผนงาน ผลงาน ว่าเท่าที่ผ่านมา ได้ของ หรือ เสียของ ไปแล้วขนาดไหน ซึ่งเท่าที่ดูช่วงหลังๆ นี้ผู้คนในรัฐบาลท่านก็คงคิดๆ ของทั่นอยู่มั่งเหมือนกัน ความพยายามที่จะผลิตผลงาน ผลิตสิ่งของต่างๆ จึงเริ่มทยอยออกมาให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ แล้วถ้าหาก คิดได้ และ ทำได้ ให้มากๆ เข้าไว้ โอกาสที่จะช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างในขั้นตอนต่อไป มันพอได้คลี่ๆ คลายๆ ผ่อนหนักเป็นเบาลงไปมั่ง ก็น่าจะเป็นไปได้อยู่เช่นกัน【อ่านข้อความเต็ม】
7dr | 2021-03-25 | อ่าน(648) | แสดงความคิดเห็น(177)
ธสน แนะโอกาสทองเอสเอ็มอี-พลังงานลุยลงทุนเวียดนาม 14 มิถุนายน พศ 2561 เวลา 14:33 น 【อ่านข้อความเต็ม】
tbd | 2021-03-25 | อ่าน(259) | แสดงความคิดเห็น(379)
ล่าสุดบริษัทจึงได้ร่วมมือกับบมจแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ผู้นำด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีด้านดิจิทัลด้วยการนำเครือข่าย NB-loT ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาโครงการ ดังนั้นบริษัทจึงได้นำนวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงานเข้ามาใช้ภายในโครงการต่างๆของบริษัท โดยได้มีการติดตั้งระบบ Smart Street Lighting โคมไฟถนนอัจฉริยะ ระบบ Home Energy Monitoring ระบบตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา และระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการ ผ่านระบบ Smart Tracking แล้วที่โครงการ เพอร์เฟค เพลส สุขุมวิท 77-สุวรรณภูมิ【อ่านข้อความเต็ม】
vft | 2021-03-24 | อ่าน(764) | แสดงความคิดเห็น(745)
ตาม เมธี ไร้คำตอบ แป๊ะ พิสิฐชัยไม่ผิดวินัยร้ายแรง 15 มิถุนายน พศ 2561 เวลา 00:01 น 【อ่านข้อความเต็ม】
vt5 | 2021-03-24 | อ่าน(542) | แสดงความคิดเห็น(767)
จากการเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามหลายธุรกิจแล้ว ดังนั้น โอกาสในระยะถัดไปของผู้ประกอบการไทย รวมถึงเอสเอ็มอีจึงอยู่ที่การผนวกเข้ากับซัพพลายเชนของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีธุรกิจในเวียดนาม อาทิ การส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในห้างค้าปลีกของไทยในเวียดนาม พร้อมทั้งการเข้าไปเติมเต็มซัพพลายเชนด้วยธุรกิจสนับสนุน อาทิ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป นายพิศิษฐ์ กล่าว【อ่านข้อความเต็ม】
p5j | 2021-03-24 | อ่าน(611) | แสดงความคิดเห็น(233)
ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @pimpaka【อ่านข้อความเต็ม】
6vj | 2021-03-24 | อ่าน(490) | แสดงความคิดเห็น(418)
นับว่าเป็นกรณีศึกษาได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับงบประมาณอาหารกลางวันของนักเรียน และมีข้อคิดว่าถ้าชุมชนเข้มแข็ง มีความสุจริต ดำเนินการตรงไปตรงมา ก็สามารถบริหารงบประมาณ ทุกด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย นายสุชาติ กล่าว【อ่านข้อความเต็ม】
tdz | 2021-03-23 | อ่าน(895) | แสดงความคิดเห็น(728)
14 มิย61- พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(รมวกลาโหม) กล่าวถึงการถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียว่า จะมีนโยบายให้ทหารเกณฑ์ดูถ่ายทอดฟุตบอลโลกได้ แต่ถ้าดึกก็ให้นำเทปมาเปิดดูทีหลัง อย่างไรก็ตาม ก็ต้องถามผู้บังคับบัญชาอีกครั้งหนึ่งด้วย【อ่านข้อความเต็ม】
d6h | 2021-03-23 | อ่าน(690) | แสดงความคิดเห็น(295)
คลังเผยไม่เซอร์ไพรส์ เฟด ขยับดอกเบี้ยเพิ่ม 025% แจงเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เชื่อไม่ส่งผลกระทบดัชนีหุ้นไทย เงินไม่ไหลออกมากนัก เหตุผลตอบแทนยังแรง สอทรับกดดันตลาดทุนไทย หวั่นส่งผลลดการลงทุนจากต่างชาติ จับตา กนงขึ้นดอกเบี้ยตามกระทบผู้ประกอบการ ขณะที่หุ้นไทยแดงทั้งกระดาน ดิ่งต่ำสุด 1868 จุด ค่าบาทปิดตลาด 3214 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ด้านราคาทองปรับขึ้น 100 บาท เมื่อวันพฤหัสบดี นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค) เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 025% สู่ระดับ 175-2% ว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จึงไม่ค่อยมีผลต่อตลาดหุ้นมากนัก แต่ตามธรรมชาติ เมื่อดอกเบี้ยมีการขึ้น ดัชนีหุ้นจะลง เพราะนักลงทุนจะ หันไปลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ยังให้ผลตอบแทนที่จูงใจนักลงทุนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) ยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ แต่ในอนาคตก็จะมีการปรับขึ้นให้เหมาะสม เพราะจากอดีตจนปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐจะเติบโตกันอย่างคู่ขนานกันมาตลอด แต่ขณะนี้ดอกเบี้ยของสหรัฐปรับขึ้นมากกว่าไทยแล้ว คือ 175% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 150% แต่ยังไม่สูงพอที่ ธปท จำเป็นต้องขยับขึ้นดอกเบี้ยตาม นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท) กล่าวว่า การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย อาจจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นมาบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็จะส่งผลตลาดทุนในประเทศไทยเกิดความกดดัน และอาจ จะมีการลงทุนที่น้อยลงสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ อาจจะส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) มีการปรับดอกเบี้ยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากมีผลจริง ก็จะส่งผลให้บางธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศอยู่นั้น ก็จะมีต้นทุนที่สูงตามไปด้วย และจะส่งผลกระทบแน่นอนกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือขายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ด้านส่งออกต้องติดตามอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของค่าเงินบาทว่าจะอ่อนลงหรือไม่ ถ้าอ่อนลงก็จะมีผลกระทบน้อย เศรษฐกิจระดับล่างของประเทศยังไม่ค่อยดีนัก ก็ยังไม่อยากให้ปรับดอกเบี้ยของ กนง ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง แต่จะสามารถตรึงได้อีกนานแค่ไหน ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของเฟดในระยะต่อไป นายสุพันธุ์กล่าว ทั้งนี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงข่าวหลังการประชุมของคณะกรรมการ FOMC 2 ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 025% ตามที่ตลาดส่วนใหญ่ได้คาดไว้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญจาก มาตรการเดิมที่ได้ใช้มานานในการต่อสู้รับมือกับภาวะวิกฤติการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปี 2007-2009 การที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายประเภทข้ามคืนไปอยู่ในช่วง 175-200% ถือเป็นการยกเลิกนโยบายเดิมที่ได้ใช้มานานในการกำหนดให้ดอกเบี้ยยืนอยู่ในระดับที่ต่ำพอที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าเฟดจะยอมปล่อยให้อัตราเงิน เฟ้อปรับขึ้นอยู่เหนือระดับ 2% ได้อย่างน้อยไปถึงปี 2020 เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในสภาพที่ดีมาก พร้อมระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ต้องการหางานทำสามารถทำได้ตามต้องการ ในขณะที่อัตราว่างงานและเงินเฟ้อก็ยืนอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งทำให้ภาพรวมของแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่ดี ประธานเฟดกล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆ และอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการขยายตัวของจีดีพี ในขณะที่เฟดกำลังเดินก้าวมาถึงจุดที่สามารถบรรลุเป้านโยบาย ส่วนใหญ่ทางด้านการจ้างงานและเงินเฟ้อ โดยที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นโดยที่ไม่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไป รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท) เปิดเผยว่า ผลการประชุมเฟด เมื่อวันที่ 13 มิยที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 025% ส่งผลให้ภาพรวมเป็น 175-200% จาก 150-175% ถือเป็นตามที่ตลาดคาดไว้ แต่การที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 62 ทำให้ตลาดหุ้นไทยเกิดความผันผวนในแดนลบตั้งแต่เปิดตลาดทันที โดยระหว่างวันปรับลดสูงสุดที่ 1868 จุด อยู่ที่ 1,69966 และดัชนีปิด ตลาดที่ 1,70986 จุด ลดลง 848 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -049% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 59,74175 ล้านบาท ขณะที่อัตราค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 3214 ต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนราคาทองคำในประเทศ ปรับขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง รับซื้อที่ 19,750 บาท ขายออกที่ 19,850 บาท ส่วนราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อที่ 19,38964 บาท ขายออกที่ 20,350 บาท รายงานข่าวจากกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 025% นับเป็นครั้งที่ 7 ของการคุมเข้มนโยบายการเงิน ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือน ธค58 และคาดว่าเฟดจะ ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน กย61 โดยธนาคารยังมีมุมมองค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยภาพรวมตลาดและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความเสี่ยงที่จะผันผวนสูงขึ้น นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเปลี่ยนมุมมองการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จาก 3 ครั้งเป็น 4 ครั้ง มองว่ายังไม่กระทบกับไทยมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินของไทยยังมั่นคง มีหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างชาติอยู่ที่ 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าเงินทุนสำรองที่อยู่ที่ 207,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะไม่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รุนแรงเหมือนกับช่วงปี 56 สำหรับการประชุมเฟดครั้งนี้ ยังมีข้อดีคืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวของเฟดอยู่ที่ 29% ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้น ทำให้ตลาดเกิดใหม่คลายกังวลลงได้ ส่วน ธปท คาดว่ายังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต้องคำนึงถึงสถานการณ์ต่างๆ เช่น บัญชีเงินสะพัดยังเกินดุล และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนค่าเงินบาทได้ผ่านจุดที่แข็งค่าที่สุดไปแล้ว นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บลกสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง ภายหลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ และจะปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง เป็น 4 ครั้งในปีนี้ แต่มีแรงกดดันเพิ่มจากแนวโน้มการปรับขึ้นที่เข้มข้น เพราะมุมมองเศรษฐกิจ ตัวเลขการว่างงาน การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ตลาดตกใจและเกิดการเทขายออกมา ภาพรวมตลาดเกิดใหม่ยังคงมีเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง โดยมาจากการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เพื่อย้ายเงินลงทุนไปตลาดหุ้นจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่ง เงินสำรองอยู่ในระดับสูง ภายหลังจากหลายหน่วยงานมีแนวโน้มจะปรับประมาณการจีดีพีไทยเพิ่มขึ้น โดยยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด นายประกิต กล่าว【อ่านข้อความเต็ม】
5 หน้า

ลิงค์ที่เป็นมิตรเวลาปัจจุบัน:2021-07-26

Fun888| เกม สมัคร ครั้งแรก ได้ โบนัส| สล็อต ฝาก 50 รับ 100 ถอนไม่อั้น| มีเงิน 500 000 ลงทุน อะไรดี 2562| ฟรี เครดิต ยิง ปลา| แจก เครดิต ฟรี วัน เกิด ไม่ ต้อง ฝาก| Ufazx| เว็บ กีฬา แจกเครดิตฟรี| joker เครดิตฟรี 100 ไม่ต้องแชร์| สล็อต โปร| ยูฟ่าสล็อตทดลอง| เว็บ สล็อต ไม่ผ่าน เอ เย่ น| Https www SLOT12 com member slotxo| แจกเครดิตฟรี XE88| แจกเครดิตฟรี 300 ไม่ต้องฝาก2019| รหัส เท ส Joker| tony88 918kiss auto| หมุน วงล้อ โทรศัพท์ ฟรี 2020| เกมส์ ฟาร์ม ได้เงินจริง 2020| SPBet99| True wallet slot| www.live22.apk| สล็อต777ฟรีเครดิต| โปร ฝาก 100 ได้ 100| แอดไลน์รับเครดิตฟรี 50| joker เครดิตฟรี 50 ไม่ต้องแชร์| true wallet ฟรี 50 บาท 2564| สมัคร บา ค่า ร่า เดิมพัน 5 บาท| ซื้อฟรีสปิน joker ยังไง| สล็อตใหม่ล่าสุดฟรีเครดิต| ทดลองเล่นสล็อต pragmatic play| สล็อตเติมtrue wallet ฝาก20รับ100| chokdee777 เครดิตฟรี| MAFIA ฝาก 1 บาท รับ 50| วิธีเล่นสล็อต777| ดาวน์โหลดroyal online v2| SUPERSLOT True wallet| บาคาร่า28| Line slotxo| SOOTAI88| ดาวน์โหลด918kiss pc| สล็อต xo ผ่าน วอ เลท| Deeslot| 918kiss auto v4| เว็บบาคาร่าที่คนเล่นเยอะที่สุด| all slot-888| slot168 ทางเข้า| สมัคร มังกร 888| luckyniki ดีไหม| โบนัสไม่ต้องฝาก forex| โปร โม้ ชั่ น แจกเครดิตฟรี| TaiCity สล็อต| รีวิวสล็อต 50 คํา| ฝาก1 บาท รับ 99 2021ล่าสุด| ยูฟ่า1919| Mafia slot ทั้งหมด| 918kiss เครดิตฟรี2021| สล็อต ฝาก99| แอพ สล็อต ยืนยันตัวตน| หาเครดิตฟรี สล็อต| เกมออนไลน์ ได้เงินจริง 2020| 918kiss 100 welcome bonus 2019| สมัครจีคลับสล็อต| เล่นพุซซี่888| สล็อต ฝากผ่าน วอ ล เลท ไม่มี ขั้นต่ำ| sa gaming เครดิตฟรี| สมัคร สล็อต แตกง่าย| Mjolnir JDB| Tgmslot| Mafia808| SLOTXOEASY| สล็อตฝาก100ฟรี 200| สมัครสมาชิกใหม่ โบนัส 100| hack true wallet 2020| แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก 2020| โปร โม ชั่ น. สมาชิกใหม่ ค่า สิ โน| Online24bet| Royal Online ฝาก ไม่มี ขั้น ต่ํา| 918 โบนัสวันเกิด| เกมเล่นฟรีได้เงิน| วิธีเล่นสล็อต777ให้ได้เงิน| ฟรีเครดิต| 918kiss auto โบนัส100| สมัคร จีคลับ ขั้น ต่ํา 100| pg slot ฝาก 20 รับ 100 ล่าสุด|